クワガタと少年 : เด็กชายกับด้วงกว่าง

クワガタと少年 : เด็กชายกับด้วงกว่าง

แปลจากหนังสือ エブリ リトル シング-人生を変える6つの物語 (Every Little Thing –  6 เรื่องราวเปลี่ยนชีวิต)เขียนโดย Oomura Atsushi

แปลโดย Admin P @ Ojsat.Vichakarn  

+++

ณ แผนกขายแมลง ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เด็กชายคนหนึ่งผู้ยืนมองด้วงกว่างอยู่อย่างสนอกสนใจ หันไปถามพนักงานขายที่กำลังจัดเรียงอาหารแมลงบนชั้นวางสินค้า

“ขอโทษคร้าบ”

“หืม  มีอะไรรึพ่อหนู อ๋อ จะถามเรื่องด้วงกว่างเรอะ”

พนักงานขายเดินเข้ามาใกล้เด็กชายทั้งที่ยังถืออาหารแมลงอยู่ในมือ

“ใช่ ก็นั่นแหละ…นี่ๆ คุณลุง ราคาของด้วงกว่างที่วัดกันด้วยอะไรเหรอ”

“ราคารึ”

“ใช่ ราคาเนี่ย”

“นั่นสินะ ก็ดูที่ขนาดของตัวมัน แล้วก็รูปร่างของเขาละมั้ง พวกตัวโตๆ แล้วมีเขารูปร่างเท่ห์ๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยน่ะ”

พอได้ยินอย่างนั้น เด็กชายก็ทำหน้าฉงน แล้วกล่าวว่า

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นก็แปลกสิลุง”

“แปลกตรงไหนล่ะ”

“ก็ทีเจ้าพวกด้วงกว่างที่อยู่ในตะกร้าด้านโน้น ราคาตัวละ 3000 เยนแน่ะ แต่ทำไมที่อยู่ตรงนี้ถึงได้ราคาถูกนักล่ะ ตัวก็ใหญ่ แถมเขาก็เท่ห์ขนาดนี้”

ตะกร้าของด้วงกว่างที่เด็กชายชี้มือไปนั้น แปะราคาไว้ว่า “300 เยน”

“แล้วก็นะ ในตะกร้าอื่นมีด้วงอยู่เยอะแยะ แต่ตะกร้านี้มีแค่ 2 ตัวเอง…ราคาถูกก็เลยขายดีงั้นเหรอ”

พนักงานก้มมองเด็กชายผู้เอียงคอด้วยความสงสัย นึกขึ้นมาว่า “อีกแล้วเรอะ” พลางถอนหายใจเฮือกในใจ

“ไม่ใช่หรอก นี่พ่อหนู…ลองดูด้วงกว่าง 2 ตัวนี้ให้ดีๆ สิ ทั้งคู่มีขาแค่ 5 ขาเองใช่มั้ย”

“เอ๋”

เด็กชายเบิกตากว้าง แล้วเริ่มนับขาของด้วงกว่าง

“หนึ่ง สอง…จริงด้วย มี 5 ขา อีกตัวนี่ก็เหมือนกันเหรอ หนึ่ง สอง…ตัวนี้ก็มี 5 ขา”

เด็กชายท่าจะตกใจกับด้วงกว่าง 5 ขาอยู่เอาการ ถึงกับเงียบไปเลยทีเดียว

“ก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่ด้วงกว่างในตะกร้านี้ ต่างก็ขาหักไปข้างหนึ่งทั้งคู่เลย ถ้ารุนแรงตอนจับมาละก็ บางครั้งก็จะทำให้ขาหักอย่างนี้ละ”

เด็กชายไม่ปริปากใดๆ แต่ก็ยังคงจ้องด้วงกว่างทั้งสองต่อไปอย่างไม่วางตา ขณะที่พนักงานผู้ดูเหมือนจะโล่งใจเสียที หลังอธิบายเรื่องที่หนักใจออกไปแล้ว เขาจึงมีท่าทีผ่อนคลายขึ้น

“เฮ้อ แต่นี่ก็คงถือเป็นชะตากรรมละนะ ด้วงกว่างที่ไม่มีขานี่ไม่ค่อยได้รับความนิยมหรอก เอาไปก็มีแต่เกะกะเสียเปล่า นี่ขนาดตั้งราคาถูกขนาดนี้ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ยังไม่มีใครยอมซื้อเลย”

บรรยากาศในร้านเงียบสงัด จนแทบจะได้ยินเสียงกระพือปีกของด้วงกว่างเลยทีเดียว แต่ในที่สุด เด็กชายที่เงียบมาตลอดก็ปริปากพูด

“เอาละ ตัดสินใจแล้ว คุณลุง ผมเอาเจ้าตัวนี่แหละ”

“หา ตัวที่ไม่มีขาเนี่ยเรอะ”

“ไม่มีขาที่ไหนกัน มีอยู่ตั้ง 5 ขาแน่ะ”

พอเห็นเด็กชายพูดด้วยสายตาจริงจังเช่นนั้น พนักงานขายก็ถึงกับงงไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันที คราวนี้ถึงคราวที่เด็กชายต้องโน้มน้าวใจพนักงานบ้างแล้ว

“ถ้าหนูพูดขนาดนั้น ลุงก็ไม่ห้ามหรอกนะ จริงๆ คือหนูมีเงินค่าขนมมาไม่พอใช่มั้ย”

“เปล่าซักหน่อย ตอนนี้ผมมีอยู่ 5000 เยนนะ”

พอได้รับคำตอบเช่นนั้น พนักงานขายจึงค่อยวางใจ และหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ฮะ ฮะ ฮะ นี่พ่อหนู ถ้าอย่างนั้นละก็ อย่าเอาด้วงกว่างตรงนี้เลย ไปเลือกด้วงกว่างที่ดีๆ ทางโน้นกันเถอะ”

“ด้วงกว่างที่ดีๆ เหรอ”

“ใช่ ไปดูด้วงกว่างปกติตรงโน้นด้วยกันดีกว่า แล้วลุงจะอธิบายให้ อ้อ  แต่ถ้าไม่ว่ายังไงก็ติดใจด้วงกว่างตัวนี้ละก็ ถ้าหนูซื้อด้วงกว่างทางโน้น ลุงจะแถมตัวนี้ให้เอากลับไปด้วยกันเลยฟรีๆ เพราะยังไงก็ไม่มีใครซื้ออยู่แล้ว”

กล่าวเช่นนั้นแล้ว พนักงานขายก็คว้ามือเด็กชาย หมายจะจูงไปดูตะกร้าของด้วงกว่างราคา 3000 เยนที่อีกด้านหนึ่ง แต่ดูท่าเด็กชายจะยังฝังใจกับด้วงกว่าง 5 ขาอยู่ เลยไม่มีทีท่าจะขยับไปไหน

“ดะ เดี๋ยวก่อนสิ  คุณลุง!”

เด็กชายร้องออกมา ขณะที่ขายังไม่ก้าวไปจากพื้นจุดที่ยืนอยู่ ทำให้เขาเสียหลักล้มลงไปตรงนั้น

เคร้ง

เสียงเหล็กกระทบกับอะไรบางอย่างดังก้อง

“เมื่อตะกี้มันเสียงอะไรน่ะ”

พนักงานขายกวาดตามองไปรอบร้านอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครนอกจากเด็กชายกับตนเอง จึงหันกลับมาขอโทษเด็กชาย

“โทษทีนะ พ่อหนูไม่เป็นไรใช่มั้ย”

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก

“ค่อยยังชั่ว ว่าแต่เมื่อกี้หนูได้ยินเสียงอะไรไหม อย่างกับแท่งเหล็กฟาดกับอะไรแน่ะ”

เด็กชายยันกายลุกขึ้น แล้วพับขากางเกงข้างขวาของตนขึ้นให้เห็นพลางกล่าวว่า

“เมื่อกี้มันเสียงของไอ้นี่น่ะ”

เมื่อพนักงานขายได้ทราบที่มาของเสียงดังกล่าว เขาถึงกับทำสีหน้าเคร่งลงด้วยความตกใจ

“พ่อหนู ขานั่นมัน…”

“ใช่ เป็นขาเทียมน่ะ ทาสีเหมือนผิวเลย ถ้าดูเผินๆ ก็ไม่รู้เลยใช่มั้ยล่ะ”

“ขะ…ขาเทียม”

“ผมโดนรถเฉี่ยวตอนอนุบาลน่ะ เลยไม่มีขาไปข้างนึง ตั้งแต่ตอนนั้นก็ใช่ขาเทียมนี่แทนมาตลอด”

พนักงานขายพยายามเค้นหาคำพูด แต่เขาก็นึกไม่ออกเลยสักคำ

“แต่ว่านะ คุณลุง ถึงผมจะไม่มีขาขวา แต่ก็ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าตัวเองไม่ดี หรือไม่ปกติ เอ้อ ก็มีบางครั้งที่คิดหรอกว่า ผมวิ่งไม่ได้เหมือนเพื่อนน้า อยากเล่นฟุตบอลหรืออะไรบ้างจังเลยน้า แต่เห็นอย่างนี้ก็เถอะ ผมเดินไปโรงเรียนทุกวันเลยนะจะบอกให้”

“โอ้โห ดะ เดินสักแค่ไหนเรอะ”

ในที่สุดพนักงานขายก็นึกคำพูดออกจนได้

“1 กิโลแน่ะ เอ้อ แล้วก็ที่คุณลุงบอกว่าด้วงกว่างที่ไม่มีขาไม่ได้รับความนิยมน่ะ ตอนเมื่อเทอมหนึ่งผมเป็นหัวหน้ากรรมการนักเรียนด้วยนะ ได้รับเลือกขึ้นมาน่ะ ในชั้นเรียนผมได้รับความนิยมใช้ได้เลยละ”

“…”

“นี่ คุณลุง ฟังอยู่รึเปล่า”

“อะ อ้อ ฟังอยู่สิ ได้เป็นหัวหน้ากรรมการนักเรียนด้วยเหรอพ่อหนู เก่งจังเลยนะ”

“ใช่มั้ยละ แล้วก็นะ คุณลุงลองคิดดูสิ ผมไม่มีขาไปข้างหนึ่ง แต่เจ้าด้วงกว่างนี่จากขาทั้งหมด 6 ข้าง ยังมีเหลืออยู่ 5 ข้างเชียวนะ ถ้าเทียบเป็นเศษส่วนแล้วละก็ ด้วงกว่างมีเยอะกว่าผมอีก ของผมคิดเป็นเศษสามส่วนหก แต่ด้วงกว่างมีเศษห้าส่วนหกแน่ะ”

พูดเช่นนั้นแล้ว เด็กชายก็แย้มยิ้มด้วยท่าทางดีใจ

“เศษส่วนเรอะ…จะว่าไป ตอนลุงอายุเท่าหนู ก็เคยเรียนอะไรแบบนั้นมาเหมือนกันนะ พ่อหนูชอบคณิตศาสตร์เรอะ”

“ใช่ ชอบมากเลยละ ในอนาคตผมจะคว้ารางวัลโนเบลให้ได้เลย”

“โอ้โห เก่งจริงๆ เลย”

“แล้วขนาดของด้วงกว่างนี่ก็ใหญ่ออก เขาของมันก็เท่ห์กว่าด้วงกว่างราคา 3000 เยนอีก เพราะงั้นผมเอาตัวนี้แหละ!”

“เอางั้นเรอะ! ถ้าพ่อหนูยืนยันอย่างนั้นละก็ ก็เอาตัวนี่แหละ!”

“อื้อ!”

“เอายังไงดีละพ่อหนู เอาไปสองตัวเลยมั้ย”

“อืม…”

เด็กชายทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากพูด

“เอาตัวเดียวพอครับ”

พนักงานขายจับด้วงกว่าง 5 ขาใส่ลงกล่องอย่างชำนาญ แล้วส่งให้เด็กชายพร้อมเงินทอน 4700 เยน เขาลดสายตาลงมองอาหารแมลงที่ตนถืออยู่จนถึงเมื่อครู่

“อ้อ พ่อหนู จะให้อาหารนี่เป็นเซอร์วิสนะ”

“เซอร์วิสเหรอ”

“ใช่ แปลว่าให้ฟรียังไงละ”

“จริงเหรอ! รู้สึกเหมือนได้กำไรเลย แต่อาหารนี่เขียนไว้ว่า 700 เยนนะ แพงกว่าด้วงกว่างอีก”

“ไม่หรอก ถือเป็นคำขอบคุณที่พ่อหนูสอนสิ่งสำคัญให้ลุงยังไงละ”

“เรื่องสำคัญ  หมายถึงเรื่องเศษส่วนน่ะเหรอ”

“เศษส่วนเรอะ?  อะ  อ้อ ประมาณนั้นแหละ ฮะ ฮะ ฮะ”

เด็กชายกล่าวคำลากับพนักงานขายผู้หัวเราะอายๆ  แล้วออกจากร้านไปพร้อมกับด้วงกว่าง 5 ขา พนักงานขายฟังเสียงเคร้งคร้างของโลหะที่ดังออกมาจากขาขวาของเด็กชายทุกครั้งที่ก้าวเดิน และยืนมองด้านหลังของเด็กชายผู้เดินห่างออกไปช้าๆ อยู่อย่างนั้น พอเด็กชายลับหายไปจากคลองสายตาแล้ว เขาก็เดินกลับมาที่ตะกร้าของด้วงกว่าง 5 ขาที่ยังเหลืออีกตัว พร้อมกับเขียน “0” เพิ่มเข้าไปที่ป้ายราคา “300 เยน” อีกตัวหนึ่ง